Warning Spoil
เพื่อนสนิททักมาบอกเราว่า “มึงต้องไปดูเรื่องนี้ เหมาะกับมึงมาก เหมือนมึงเลย” บวกกับเห็นเพื่อนใน IG คนนึงอัพสตอรี่ว่าหนังสนุกกว่าที่คาดหวังไว้อีก
ด้วยความเหงาและความโสด ไม่อยากปล่อยให้ตัวว่าง ฉันก็เลยจองตั๋วรอบ 20.00 PM ที่ Emquartier ไปดูคนเดียวเลย

พอดู Trailer ตัวอย่างหนังก่อนเข้าโรงไปแปปนึง ก็ งืมมม….ดูน่าสนใจ พล๊อตคือ – ผู้หญิงคนนึงไปเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวนึง แล้วเหมือนจะเจอกันเรื่องวุ่น ๆ ภายในบ้านนั้น – ก่อนเข้าโรงคือเข้าใจว่ามีเท่านี้
แต่ก็ยังแอบสงสัยว่าทำไมเพื่อนถึงคะยันคะยอให้รีบไปดูนักหนา และบอกว่าจะได้มาเม้าท์กันได้รู้เรื่องแบบออกรส
เครเลย..
ก่อนจะเข้าเรื่องเราขออวยยศให้ Sydney Sweeney ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้ก่อนเลย เธอเซ็กซี่มาก หุ่นเสียวสุด หน้าอกหน้าใจคือสมบูรณ์แบบแถมยังมีกล้ามหน้าท้องอีก
เราเคยดูนางเล่นเรื่อง Anyone But You (2023): หนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ทำรายได้ถล่มทลาย (ชื่อไทย: เกลียดนัก รักซะเลย) ก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์สุด ๆ
และพอมาดู The housemaid คือมีฉากเลิฟซีนหลายฉาก ฉันชอบมากจ้า ฮ่าฮ่า
หนังเปิดเล่ามาว่า นีน่า วินเชสเตอร์ (Amanda Seyfried) คุณนายที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์สุดหรู การตกแต่งของบ้านนี้ดูออกเลยมหาเศรษฐี
เธอต้องการแม่บ้านที่มาช่วยดูแลบ้านให้เธอและอ้างว่าเดี๋ยวเธออาจจะไม่ค่อยมีเวลา เพราะต้องคอยดูแลลูกสาว

ทำให้นางเอกของเรา มิลลี คัลโลเวย์ (Sydney Sweeney) ที่กำลังจะต้องการหางานใหม่ให้ได้ไวที่สุด และเบื้องหลังเธอคืออาชญากรที่เพิ่งออกจากคุก หลังจากติดมา 10 ปี
ซึ่งตอนแรกหนังยังไม่เฉลยว่าทำไมเธอถึงต้องเข้าไปอยู่ในคุกนานขนาดนั้น
แน่นอนพอออก ก็ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ และหางานเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองให้ได้ จึงลองเข้ามาสมัครเป็นแม่บ้านที่นี้
ตอนแรกก็เหมือนจะเป็นงานทั่ว ๆ ไปที่ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารให้ลูกสาวและสามี แอนดริว วินเชสเตอร์ (Brandon Sklenar) เธอทาน

นีน่าเล่าให้มิลลีฟังว่า บ้านหลังนี้สามีเธอเป็นของออกแบบเอง ทุกรายละเอียด ทุกจุดของบ้าน ทุกซอกทุกมุม
แม้กระทั่งบันไดวนที่เป็นจุดศูนย์กลางของบ้าน และเป็นความภูมิใจของผัวนางนักหนา หนังก็ใส่บทสนทนานี้ไว้

คือเรารู้สึกว่าช่วงแรกของหนัง หนังใส่ข้อมูลที่เป็นสารตั้งต้นที่จะมาเฉลยในตอนท้ายไว้เยอะ
คุณต้องตั้งใจดู ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนพล๊อตทั่ว ๆ ไปตามละครไทย แต่ทุกฉากคือเขาคิดมาดีแล้วว่าปูทางไว้แบบนี้เพื่อหักมุมคนดูให้รู้สึก อ๋อออวว อีกทีตอนหลัง
ตอนแรกมิลลีคิดว่าตัวเองอาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติที่นีน่าจะเลือกรับเข้าทำงานนี้ด้วยซ้ำ
และคิดว่าเธอก็คงเหมือนคุณนายบ้านอื่นทั่ว ๆ ไป ที่หาแม่บ้านไปเรื่อย จนกว่าจะเจอคนที่ดีที่สุด

เธอเลือกที่ใส่แว่นตาเข้าไปเจอนิน่าในวันแรก เพื่อสร้างบุคลิกให้ดูเฉิ่ม ๆ เนิร์ด ๆ และหวังว่าจะทำให้นายจ้างประทับใจเลือกรับเธอเข้าทำงานทันที
เราเลยรู้สึกว่า เครรร ตัวละครนี้น่าสนใจ มีความ “ฉลาด” และ “สัญชาตญาณการเอาตัวรอด” ที่สูงมาก
เพราะกับแค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจทำให้ใคร Doubt สงสัยในตัวเธอเธอพยายามปิดช่องว่างนั้นให้เหลือน้อยที่สุด แม้วิธีการอาจจะไม่ยั่งยืนนัก

สุดท้ายนิน่าก็เลือกมิลลีเข้ามาเป็นแม่บ้านที่วินเชสเตอร์
และเธอได้อาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคา และบอกว่าสมัยก่อนห้องนี้เป็นรับเก็บเอกสารของสามีเธอ
วันแรกผ่านไปทุกอย่างก็ดูจะปกติดี แต่พอเข้าวันที่สองเท่านั้นแหละจ้ะ
ทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ บุคลิกของนีน่ากลายเป็นนายจ้างที่กดขี่ ถูกแกล้งสารพัด และพยายามทำให้นิน่าดูแย่ในสายตาสามีเธอ และลูกสาว
ทั้งจะโดยการหลอกใช้ให้ทำอย่างนึง แต่เฉลยว่าป่าวนะ ฉันไม่ได้ให้เธอทำแบบนั้น

แต่มิลลิก็หาทางแก้เกมส์กลับได้เสมอ เพราะถูกสูญเสียงานนี้ไปไม่ได้
เพราะต้องรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่หลังออกจากคุก ว่าฉันมีงานที่มั่นคงนะ เชื่อใจได้
ระหว่างนี้เองมิลลิ ก็พยายามเก็บข้อมูลว่าจากหลักฐานภายในบ้าน เช่น ไปเจอยาสำหรับรักษาอาการทางจิตในตู้, สืบจากแม่บ้าน/คุณนายคนอื่นที่ซุบซิบนินทานิน่า
จนพบว่าเธอเคยอยู่โรงพยาบาลบ้าถึง 10 เดือน แบบเข้า ๆ ออก ๆ เพราะมีภาวะทางจิต
สังคมตีตราว่านิน่าเป็นคนไม่สมประกอบด้านจิตใจ แต่โชคดีที่เธอได้สามีที่ดี พร้อมเข้าใจเธอและเขาเป็นไอดอลของผู้หญิงที่อยากได้มาเป็นสามี

คือตอนที่เรานั่งดูถึงจุดนี้ เราก็มีความสงสัยในตัวพระเอกแอนดริวนะว่าอะไรที่ให้ผู้ชายคนนี้ต้องมาทนกับอารมณ์โมโหร้ายของเมียตัวเองได้ขนาดนี้
ด้วยความที่มันมีหลายฉากที่เธอปรี๊ดแตก ปาข้าวของ และกลายเป็นหญิงโรคจิต คุยด้วยเหตุและผลคนปกติไม่ได้
แต่ผู้ชายคนนี้ก็รับมือ และพูดกับเธอแบบใจเย็นให้สถานการณ์มันพาจบลงด้วยได้ตลอด แต่เราก็เอ๊ะไว้ในใจแล้วนึง ไม่มีเวลามานั่งพินิจพีเคราะห์เพราะหนังไม่โฟกัสให้เราแคลงใจในจุดนี้

ด้วยความสวย เซ็กซี่ ขยี้ใจ เสน่ห์อันล้นเหลือของมิลลี
ซึ่งก็อึ๋มจริงอะไรจริง นางนอนหลับและเดินลงมาดูหนังที่ชั้นล่างคนเดียว ด้วยชุดนอนที่แสนธรรมดาแต่โชว์หน้าอกหน้าใจ
และแน่นอนว่า.. พลาดไม่ได้ที่พระเอกจะเดินลงมาเจอหญิงสาวในอิริยาบถที่เซ็กซี่และอยู่คนเดียวในคืนเหงา ยามดึกแบบนี้
มีหรือแอนดริวจะไม่ชอบ แต่สุดท้ายนีน่าก็ตื่นเดินลงมาเจอสองคนนี้อยู่ด้วยกัน และก็ตักเตือนมิลลีไปหนึ่งแมทช์ว่า – อย่ามายุ่งกับผัวฉัน อยู่ห่าง ๆ ไว้กับผัวฉันนะ- อะไรทำนองนี้
มิลลีก็ไม่ได้อยากจะทำให้มันเป็นประเด็นเพราะถ้าคุณนายนีน่าจับได้อีกรอบ
เธอมีแนวโน้มที่จะโดนไล่ออก แล้วกลายเป็นคนตกงานทันที
แต่คนมันสปาร์คกันไปแล้วอะนะ ไอ่พระะอกก็เปิดช่องให้เข้า พูดทีเล่นทีจริงกับนางเอกไม่พักและยังชวนมิลลีไปเดทโดยการไปดูละครเวที และทานมื้อค่ำ
ตอนที่นีน่าไม่อยู่บ้านและลูกสาว และตามพล๊อตหนังทั่วไป แมวไม่อยู่หนูร่าเริง
ทั้งสองคนก็มีอะไรกันในคืนนั้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เป็นฉากที่เร่าร้อนมาก ฉันชอบ Sydney มากจริง จังหวะก่อนจะมีอะไรกันฉันก็แอบลุ้นให้อย่าให้เพิ่งจูบกันเลยนะ
เพราะฉันรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีกลิ่นแปลก ๆ ของความไม่น่าไว้วางใจ
พลิกบทบาทจากเหยื่อเป็นผู้ล่า:
ในช่วงแรกเราจะสงสารมิลลีที่ถูกนิน่าเจ้านายสาวกลั่นแกล้งและดูเหมือนคนบ้า แต่ความจริงคือสามีต่างหากที่เป็นฆาตกรโรคจิตตัวจริง และมิลลีคือคนที่เข้ามาเปลี่ยนเกม
คือหนังมันค่อย ๆ เฉลยมาทีละนิดว่า ความ Toxic ทั้งหมดทั้งมวลที่นิน่าเป็นนั้นต้นเหตุมาจากแอนดริวทั้งนั้นและนิน่ากำลังจะแกล้งแค้นที่ทำให้ชีวิตเธอเป็นแบบนี้
หนังปิดเผยว่ามิลลิเธอเคยฆ่าคนเพื่อปกป้องตัวเองในอดีต เป็นจุดที่ทำให้คนดูเริ่มเห็นความ “เทา” ของเธอ โดยขณะนั้นเธอยังอยู่ในช่วงมัธยมและมีผู้ชายในโรงเรียนมาข่มขืนเพื่อนรูมเมทของเธอ
มิลลีจึงเอาของแข็งทุบไปที่กระโหลกจนเขาตายและโดนตั้งข้อหาฆ่าคนโดยไม่เจตนาอยู่ 10 ปี แถมเพื่อนรูทเมทเธอยังไม่ช่วยแก้ต่างให้เธออีก
ชีวิตที่สูญเสียอิสระผ่านไป ทำให้ต้องดิ้นรนและเธอเป็นตัวเลือกที่ดีของนิน่า ที่จะมาช่วยวางแผนกำจัดผู้ชายที่ Gaslighting เธอมาโดยตลอด
ในช่วงครึ่งแรก..เราเกือบจะถอดใจแล้วว่านี่คือหนังธรรมดาทั่ว ๆ ไป ที่นางเอกเข้ามาเป็นแม่บ้าน
นิน่าทำสำเร็จที่ยกตัวเองมาเป็นคุณนาย ทำให้ผู้ชายหลงใหลเธอหัวปักหัวปำและไล่เมียเก่าออกจากคฤหาสน์ไปได้ในที่สุด
และยังไม่เข้าใจว่าที่เพื่อนสนิท บอกให้เราต้องมาดูหนังเรื่องนี้ให้ได้มันคือประเด็นไหนกันแน่
จนกระทั่งผ่านไปท่อนครึ่งหลังเรื่องถึงบางอ้อ!
แอนดริวมีพฤติกรรมแปลกมากขึ้น มันเริ่มจากชุดจานชามของแม่แอนดริว ที่เหมือนกับว่าไอ่ชุดจานนี้เป็นสมบัติมรดกตกทอดมาจากครอบครัววินเชสเตอร์
และแม่ของแอนดริวก็ดูจะหวงชุดจานนี้ม้ากก

ซึ่งจู่ ๆ มิลลีนึกไงไม่รู้อยากจะทำอาหารและใช้ชุดจานนี้ขึ้นมา แต่ดันทำตกแตกลงพื้นซะก่อน โดยจุดนี้ทำให้แอนดริวลอกคราบกลายเป็นปีศาจ
เขาบอกให้มิลลิเก็บจานที่แตกนี้ซะ เธอก็เก็บใส่ถุงพลาสติกใสไว้ แต่ไม่ได้ล้าง (คือ..มึงใครจะต้องมานั่งล้างเศษแก้วทีละชิ้น ที่ทำแตกไปแล้ว แล้วยัดใส่ถุง) อิแอนดริวบอกว่าก็เพราะคุณไม่ได้ล้างมันให้สะอาด
และผมต้องลงโทษคุณ และเขาก็จับเธอขังไว้ในห้องใต้หลังคานั้น โดยมีเงื่อนไขว่า ให้เอาเศษจานมากรีดที่หน้าท้องตัวเอง ทำให้เป็นแผลทั้งหมด 14-21 แผล ไม่แน่ใจว่ากี่จุด เราลืม T^T
โดยเขาจะดูจากกล้องวงจรปิดว่ามิลลิกรีดจริงไหม และต้องกรีดให้สวยด้วยนะ ไม่งั้นไม่ยอมเปิดประตูให้ออกมา
นึกภาพสิ….ว่าเป็นห้องเล็ก ๆ ถูกขังไว้ มีน้ำให้กินไม่กี่ขวดเล็ก และให้ฉี่ในถังน้ำในซอกเล็ก ถ้าไม่ทำตามที่สั่งก็ไม่ไขกุญแจให้ออกมา

หนังเปลี่ยนจากวายป่วง เป็นหนังระทึกขวัญทันทีพอถึงจุดนี้
มิลลิยอมทำตามที่แอนดริวสั่ง
แต่เราก็เชื่อว่า เธอยอมเพราะรู้ว่าขั้นตอนถัดไปที่เธอจะทำคืออะไร และเราแอบเชียร์ให้เธอทำสำเร็จมาก
ขณะเดียวกับหนังตัดภาพมาที่ฝั่งนีน่า… เฉลยปมในอดีตตั้งแต่แรกสุดเลยว่าเธอเอาแอนดริวเข้ามาในชีวิตได้ยังไง และเขาใช้วิธีการไหนหลอกล่อผู้หญิงแบบเธอให้หลงรักและยอมแต่งงานด้วย
นิน่ามีลูกติดชื่อซีซีเลีย หรือซีซี่ ตัวละครซีซี่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกกดดันประมาณนึงเลยในตัวแรก เพราะเธอเป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบและดูหวาดกลัว
ซึ่งในช่วงแรกเราอาจจะคิดว่าเป็นเพราะ Nina (แม่) ป่วยและอารมณ์ร้าย แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะเธอต้องเห็นพฤติกรรมที่รุนแรงและโรคจิตของพ่อเลี้ยงต่างหาก
ซีซี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้นีน่ายอมทนอยู่ในบ้านหลังนั้น และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มิลลีตัดสินใจยื่นมือเข้ามาช่วยในตอนท้ายค่ะและนิน่าเคยเป็นพนักงานออฟฟิศอารมณ์แบบเลขา แอดมินทำงานจิปาทะและโดนผู้ชายในที่ทำงานถูกทำให้อับอายอยู่บ่อยครั้ง แต่แอนดริวเข้ามาเหมือนเป็นพระเอกขี่ม้าขาว
ปลอบโยนเธอ จนเธอเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะทำให้ชีวิตเธอดีขึ้นและเลี้ยงดูลูกสาวเธอได้ (หนังเกริ่นว่าแอนดริวอยากมีลูกเป็นคนตัวเองมาก ๆ อารมณ์เหมือนหาผู้หญิงตั้งท้องให้)
ครั้งพออยู่ด้วยกันไปสักพัก แอนดริวจะสร้างสถานการณ์ให้คนรอบข้างเห็นว่านีน่ามีปัญหาทางจิต เขาจะแกล้งทำตัวเป็นสามีที่แสนดีและอดทนต่อพฤติกรรม “เพี้ยนๆ” ของภรรยา
เพื่อให้เพื่อนบ้านและคนภายนอกเชื่อว่านีน่าคือต้นเหตุของปัญหาในบ้าน มันคือการปั่นหัว (Gaslighting)
เขาไม่ได้ใช้แค่กำลัง แต่ใช้ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือ แอนดรูว์จะขังนีน่าไว้ในห้องนอนเล็กๆ บนชั้นบน (ห้องเดียวกับที่มิลลีต้องไปอยู่) และลงโทษเธอด้วยวิธีต่างๆ เมื่อเธอไม่ทำตามความต้องการของเขา
เช่น เขาจับได้ว่าเธอไม่ได้ไปซาลอนเพื่อย้อมโคนผมที่ขึ้นมาสองสีตามที่นิน่าบอก แต่นิน่าแอบไปทำธุระบางอย่างที่จะพยายามจะหนีออกจากชีวิตเขา จึงโทษโดยการให้ถอดผมออกมาจากหัวทั้งหมด 100 เส้น
โดยที่ทุกเส้นยังต้องติดโคนผมด้วย เส้นไหนไม่เพอร์เฟกต์เขาจะไม่นับและต้องถอนใหม่จนกว่าจะพอใจ ทั้งหมดนี้ต้องทำในห้องใต้หลังคาเท่านั้น และยื่นออกมาใต้ประตูเมื่อทำเสร็จแล้ว
เป็นเวลาหลายปี เมื่อนีน่าพยายามขอความช่วยเหลือหรือเล่าความจริงให้คนอื่นฟัง แอนดริวจะเตรียมการไว้ก่อนเสมอ ทำให้สิ่งที่นีน่าพูดดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อเจ้อหรืออาการป่วยกำเริบ จนไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เธอพูดเลย
เขาใช้ความรักที่นีน่ามีต่อลูกสาวเป็นเครื่องมือในการควบคุม ทำให้นีน่าไม่กล้าหนีหรือขัดขืนเพราะกลัวว่าแอนดรูว์จะทำอันตรายลูก หรือพรากลูกไปจากเธอ
จุดหักมุมที่สำคัญสำหรับหนังคือ ความจริงที่แอนดรูว์ไม่รู้คือ นีน่าไม่ได้เป็นบ้า และเธอกำลังรอจังหวะที่จะ “หาใครสักคน” (ซึ่งก็คือมิลลี) มาเป็นตัวหมากในแผนการแก้แค้นของเธอ
เพื่อหลุดพ้นจากวงจรที่เขาสร้างขึ้นครับ

กลับมาที่มิลลีกันต่อค่ะ
เธอเลือกที่จะกรีดหน้าท้องตามคำสั่ง และนอนสลบไปบนเตียงด้วยความอ่อนแรง
แอนดริวยอมเปิดประตูเข้ามาในห้องใต้หลังคานั้น และรับบทเทพบุตรว่า เขาไม่ได้อยากจะทำให้เธอเจ็บตัวอะไรเลยนะ แต่คุณแค่ไม่ทำตามที่ผมสั่งและทำให้เลือกมันยาก ผมเลยต้องลงโทษคุณไง
คุณจะได้ไม่ทำแบบนี้อีกในอนาคต
หลังจากลอกล่อให้เข้าไปในห้องใต้หลังคาเพื่อหวังจะกักขังและทำร้ายเธอเหมือนที่เคยทำกับนีน่า เขาคิดว่ามิลลีเป็นเหยื่อที่เคี้ยวง่าย แต่เขาพลาด!
เพราะมิลลีรู้ทันแผนการทั้งหมดจากการที่นีน่าแอบส่งสัญญาณและทิ้งร่องรอยไว้ให้
ทันใดนั้นเอง เธอใช้โอกาสทองในการแทงสวนกลับ เจาะคอแอนดริวเป็นแผลแล้ววิ่งออกไปข้างนอก
ปิดประตูขังเขาไว้ในห้อง ฮ่าๆ ฉันละสะใจกับฉากนี้มาก
และแน่นอนว่า มิลลีก็ต้องแก้เผ็ดกลับ เธอตั้งเงื่อนไขเหมือนเขาลงโทษเธอ โดยการบอกว่าให้เขาถอนฟันหน้าออกมาแล้ววางมันไว้ใต้ซอกประตู
เธอถึงจะยอมเปิดประตูให้เขาทำ ซึ่งตอนแรกพระเอกก็วอแวแหละ ว่าคุณจะบ้าเหรอ ผมไม่ยอมทำแน่ ๆ
คือฟันเป็นสิ่งที่พระเอกภูมิใจและแม่พระเอกก็ดูจะชอบที่ลูกชายตัวเอง มีฟันหน้าที่สวย และใช้มันโปรยเสน่ห์ให้กับคนอื่นหลงเชื่อภาพลักษณ์จอมปลอมนี้มาทั้งชีวิต
มิลลิเลยคิดว่า นี่แหละ! เอาฟันออกมาเหมือนเป็นการถอดความเชื่อมั่นแบบผิด ๆ ที่ปลูกฝังให้เขากลายเป็นคนมั่นอกมั่นใจ และ Toxic กับคนอื่นออกไปซะ
จังหวะนี้เราแบบ…ตกผลึกกับตัวเองได้ 300% กับสถานการณ์จริงที่เราเองอาจจะต้องกำลังเผชิญอยู่
คือมันสอนให้เราคิดได้ว่าแม้เพียง 1% จากการรู้สึกเอ๊ะ หรือมีข้อสงสัยในตัวผู้ชายคนใดก็ตามที่อาจเข้ามาในชีวิตเรา
จงอย่าเพิกเฉยและมองข้าม เพราะวันนึงเราอาจกลายเป็นมิลลีและหาทางแก้เกมส์นี้ไม่ได้เหมือนในหนังก็ได้
เราต้องอ่านพฤติกรรมผู้ชายให้ออก ให้ไว การถลำเข้าไปโดยหาทางออกไม่เจอ คือจุดเสี่ยงของผู้หญิงหลาย ๆ คนที่กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ลำบาก
และฉากที่พระเอกถอนฟันหน้าตัวเองออกมานี่
เราอยากจะลุกปรบมือให้เลย 555555

ส่วนด้านของนีน่าที่พอหลุดพ้นจากการถูกไล่ออกจากคฤหาสน์แล้ว เธอก็เหมือนจะอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกสาว
แต่แล้วซีซี่ก็บอกว่า แม่..เราควรไปช่วยมิลลีด้วยนะ เธอจึงขับรถกลับไปที่บ้านหลังนั้นหวังจะช่วยนิน่าให้ออกมาจากห้องใต้หลังคา
โดยหารู้ไม่ว่า คนที่ถูกขังอยู่ในนั้น ตอนนี้ไม่ใช่มิลลีแล้วแต่เป็นผัวเก่าเธอจ้ะ

นีน่าและมิลลีร่วมมือกันทำให้ดูเหมือนว่าเป็น “อุบัติเหตุ” หรือการป้องกันตัว
เธอช่วยจัดการเรื่องตำรวจและหลักฐานต่างๆ เพื่อให้มิลลีพ้นผิด ทั้งคู่กลายเป็น “พันธมิตรลับ” ที่รู้ความจริงกันอยู่แค่สองคน
นีน่าได้อิสระกลับคืนมาพร้อมกับลูกสาว (ซีซี่) และมิลลีก็ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่ต้องมีประวัติอาชญากรรมซ้ำเติม
มิลลีเดินทางออกจากบ้านวินเชสเตอร์ และไปรับงานเป็นแม่บ้านที่บ้านหลังใหม่ ซึ่งเธอก็ได้พบว่า “ภรรยาของบ้านหลังใหม่นี้ก็กำลังถูกสามีทำร้ายและกดขี่อยู่เช่นกัน”
เธอไม่ได้เดินหนี แต่เธอยิ้มและพร้อมที่จะใช้ “ทักษะพิเศษ” ของเธอช่วยผู้หญิงคนนั้น… เป็นการบอกใบ้ว่ามิลลีได้กลายเป็น “ศาลเตี้ยในคราบแม่บ้าน” ที่คอยจัดการสามีสารเลว
และช่วงนี้ได้ข่าวว่าพวกเขากำลังถ่ายทอดภาคต่อของหนังเรื่องนี้อยู่ด้วยค่ะ

อยากดูภาคต่อแล้วค่ะ
ใครชอบอ่านเป็นเล่มหนังสือ เขาบอกว่าสนุกไม่แพ้กัน
และหนังก็สร้างมาจากหนังสือด้วยค่ะ
